สรุปผลตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสุกรและเนื้อโค

สารเร่งเนื้อแดง (Beta-adrenergic agonists หรือ Beta-agonists) เป็นกลุ่มของสารเคมีที่อยู่ในกลุ่มของสารกระตุ้น (Sympathomimetics) ซึ่งออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยาบ้า (Amphetamine) และยาอี (Ephridine) มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของหัวใจ หลอดเลือด ประสาทส่วนกลาง และมีผลขยายหลอดลม  จึงถูกนำมาใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคหอบหืด แต่มีผลข้างเคียงทำให้หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น และกล้ามเนื้อหัวใจสั่นพลิ้วได้

 

            นอกจากนี้ ยังพบอาการกระวนกระวาย หวาดกลัว ชะลอการคลอด และยังช่วยลดความอ้วน  เนื่องจากยามีผลไปลดการสะสมของไขมัน กล่าวคือ สารเร่งเนื้อแดงจะก่อให้เกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงต่อร่างกายแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าสารนี้จะไปกระตุ้นที่ Receptor ชนิดใด

 

            มีรายงานในประเทศสเปนว่าระหว่างปี ค.ศ.1989-1990  ผู้ป่วยจำนวน 135 รายมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว กล้ามเนื้อสั่นและปวดศีรษะ หลังจากบริโภคตับโคที่มีสาร Clenbuterol ปริมาณ 160-219 ppb  นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ามีผู้ป่วยจำนวน 22 รายในประเทศฝรั่งเศส มีอาการใจสั่นหลังจากบริโภคตับโคซึ่งมีสาร Clenbuterol ปริมาณ 375-500 ppb

 

            สำหรับในปศุสัตว์เกษตรกรใช้ Clenbuterol และ Salbutamol ผสมในอาหารสัตว์ เพื่อปรับปรุงคุณภาพซากหรือช่วยในการขุนสัตว์ โดยหวังผลให้มีเนื้อแดงมากและไขมันน้อยซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ส่วนมากจะใช้ Clenbuterol ผสมในอาหารสุกรขุนที่ระดับ 4-8 ppm หรือหากใช้ Salbutamol ที่ระดับ 2-8 ppm จะทำให้ไขมันสันหลังสุกรบางลงคุณภาพซากและอัตราแลกเนื้อดีขึ้น

 

            “สำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข” ได้จัดทำโครงการเก็บตัวอย่างเนื้อสุกรและเนื้อโคที่วางจำหน่ายในตลาดสดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปีงบประมาณ 2550 เพื่อตรวจสอบสารเร่งเนื้อแดงด้วยวิธี Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA)  โดยแบ่งเป็นผู้ประกอบการจำหน่ายเนื้อสุกร 249 ราย และผู้ประกอบการจำหน่ายเนื้อโค 97 ราย รวมจำนวนตัวอย่าง 346 ราย ออกเก็บตัวอย่างรายละ 1 ตัวอย่าง ในพื้นที่ 30 เขต ครอบคลุม 11 กลุ่มเขต  ซึ่งผลการตรวจวิเคราะห์แสดงดังตารางต่อไปนี้

 

 

            ตารางที่ 1  แสดงผลการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสุกรและเนื้อโค

            และเปรียบเทียบอัตราผลการตรวจวิเคราะห์จำแนกตามกลุ่มเขตต่างๆที่เข้าทำการสำรวจ


กลุ่มเขต

จำนวนตัวอย่างที่ตรวจ

(ตัวอย่าง)

ผลการตรวจที่เป็นบวก

(ตัวอย่าง)

ร้อยละ

 

กรุงธนบุรี

29

5

17.24

บูรพา

26

6

23.08

มหาสวัสดิ์

26

3

11.54

พระนครเหนือ

94

21

22.34

สนามชัย

24

2

8.33

เจ้าพระยา

12

0

0

ตากสิน

9

2

22.22

รัตนโกสินทร์

13

0

0

ลุมพินี

36

7

19.44

ศรีนครินทร์

34

1

2.94

วิภาวดี

43

6

13.95

ผลการตรวจรวม

346

53

15.32

 

 

            ตารางที่ 1 พบผลการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสัตว์ที่จำหน่ายในตลาดสด

พื้นที่กรุงเทพมหานคร 11 กลุ่มเขต จากผู้ประกอบการ 346 ราย  ตรวจพบตัวอย่างที่ให้ผลเป็นบวก 53 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 15.32 ของตัวอย่างเนื้อสัตว์ที่ทำการตรวจทั้งหมด  โดยจากการเปรียบเทียบอัตราผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเนื้อสัตว์จำแนกตามกลุ่มเขตต่างๆที่เข้าทำการสำรวจ  พบการตรวจที่ให้ผลเป็นบวกมากที่สุดในตลาดของกลุ่มเขตบูรพา (23.08%) กลุ่มเขตพระนครเหนือ (22.34%) กลุ่มเขตตากสิน (22.22%) กลุ่มเขตลุมพินี (19.44%) กลุ่มเขตกรุงธนบุรี (17.24%) กลุ่มเขตวิภาวดี (13.95%) กลุ่มเขตมหาสวัสดิ์ (11.54%) กลุ่มเขตสนามชัย (8.33%) และกลุ่มเขตศรีนครินทร์ (2.94%) ตามลำดับ   นอกจากนี้ ยังพบผลการตรวจเป็นลบในกลุ่มเขตรัตนโกสินทร์และกลุ่มเขตเจ้าพระยาด้วย

 

 

            ตารางที่ 2  แสดงผลการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสุกร

            และเปรียบเทียบอัตราผลการตรวจวิเคราะห์จำแนกตามกลุ่มเขตต่างๆที่เข้าทำการสำรวจ


กลุ่มเขต

จำนวนตัวอย่างที่ตรวจ

(ตัวอย่าง)

ผลการตรวจที่เป็นบวก

(ตัวอย่าง)

ร้อยละ

 

กรุงธนบุรี

23

3

13.04

บูรพา

19

4

21.05

มหาสวัสดิ์

21

1

4.76

พระนครเหนือ

67

12

17.91

สนามชัย

16

1

6.25

เจ้าพระยา

6

0

0

ตากสิน

7

2

28.57

รัตนโกสินทร์

9

0

0

ลุมพินี

30

6

20

ศรีนครินทร์

21

1

4.76

วิภาวดี

30

5

16.67

ผลการตรวจรวม

249

35

14.06

 

            ตารางที่ 2 พบผลการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสุกรที่จำหน่ายในตลาดสด

พื้นที่กรุงเทพมหานคร 11 กลุ่มเขต จากผู้ประกอบการ 249 ราย  ตรวจพบตัวอย่างที่ให้ผลเป็นบวก 35 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 14.06 ของตัวอย่างเนื้อสุกรที่ทำการตรวจทั้งหมด  โดยจากการเปรียบเทียบอัตราผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเนื้อสุกรจำแนกตามกลุ่มเขตต่างๆที่เข้าทำการสำรวจ  พบการตรวจที่ให้ผลเป็นบวกในเนื้อสุกรมากที่สุดในตลาดสดของกลุ่มเขตตากสิน (28.57%) รองลงมาได้แก่ กลุ่มเขตบูรพา (21.05%) กลุ่มเขตลุมพินี (20%) กลุ่มเขตพระนครเหนือ (17.91%) กลุ่มเขตวิภาวดี (16.67%) กลุ่มเขตกรุงธนบุรี (13.67%) กลุ่มเขตสนามชัย (6.25%) กลุ่มเขตมหาสวัสดิ์ (4.76%) และกลุ่มเขตศรีนครินทร์ (4.76%) ตามลำดับ   นอกจากนี้ ยังพบผลการตรวจเป็นลบในกลุ่มเขตรัตนโกสินทร์และกลุ่มเขตเจ้าพระยาด้วย

 

 

            ตารางที่ 3  แสดงผลการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อโค

            และเปรียบเทียบอัตราผลการตรวจวิเคราะห์จำแนกตามกลุ่มเขตต่างๆที่เข้าทำการสำรวจ


กลุ่มเขต

จำนวนตัวอย่างที่ตรวจ

(ตัวอย่าง)

ผลการตรวจที่เป็นบวก

(ตัวอย่าง)

ร้อยละ

 

กรุงธนบุรี

6

2

33.33

บูรพา

7

2

28.57

มหาสวัสดิ์

5

2

40

พระนครเหนือ

27

9

33.33

สนามชัย

8

1

12.50

เจ้าพระยา

6

0

0

ตากสิน

2

0

0

รัตนโกสินทร์

4

0

0

ลุมพินี

6

1

16.67

ศรีนครินทร์

13

0

0

วิภาวดี

13

1

7.69

ผลการตรวจรวม

97

18

18.56

 

            ตารางที่ 3 ผลการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อโคที่จำหน่ายในตลาดสด

พื้นที่กรุงเทพมหานคร 11 กลุ่มเขต จากผู้ประกอบการ 97 ราย  ตรวจพบตัวอย่างที่ให้ผลเป็นบวก 18 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 18.56 ของตัวอย่างเนื้อโคที่ทำการตรวจทั้งหมด  โดยจากการเปรียบเทียบอัตราผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเนื้อโคจำแนกตามกลุ่มเขตต่างๆที่เข้าทำการสำรวจ  พบการตรวจที่ให้ผลเป็นบวกในเนื้อโคมากที่สุดในตลาดของกลุ่มเขตมหาสวัสดิ์ (40%) กลุ่มเขตกรุงธนบุรี (33.33%) กลุ่มเขตพระนครเหนือ (33.33%) กลุ่มเขตบูรพา (28.57%) กลุ่มเขตลุมพินี (16.67%) กลุ่มเขตสนามชัย (12.50%) และกลุ่มเขตวิภาวดี (7.69%) ตามลำดับ   นอกจากนี้ ยังพบผลการตรวจเป็นลบในกลุ่มเขตรัตนโกสินทร์ กลุ่มเขตตากสิน กลุ่มเขตเจ้าพระยา และกลุ่มเขตศรีนครินทร์ด้วย

 

 

            ตารางที่ 4  แสดงผลการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสุกรและเนื้อโคที่จำหน่าย

            ในตลาดสดและเปรียบเทียบอัตราผลการตรวจวิเคราะห์จำแนกตามเขตต่างๆที่เข้าทำการสำรวจ


 

กลุ่มเขตที่เข้าทำการเก็บตัวอย่างตรวจ

 

เขตที่เข้าทำการ

เก็บตัวอย่างตรวจ

ผลการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดง

จำนวนตัวอย่างเนื้อสัตว์

(ตัวอย่าง)

ผลการตรวจ

ที่เป็นบวก

(ตัวอย่าง)

 

ร้อยละ

 

กรุงธนบุรี

บางกอกน้อย

14

3

21.43

คลองสาน

15

2

13.33

บูรพา

บางกะปิ

16

2

12.5

สวนหลวง

6

2

33.33

บึงกุ่ม

4

2

50

มหาสวัสดิ์

บางแค

9

2

22.22

หนองแขม

17

1

5.88

พระนครเหนือ

สายไหม

17

1

5.88

ดอนเมือง

5

1

20

ลาดพร้าว

4

0

0

บางเขน

68

19

27.94

สนามชัย

บางขุนเทียน

5

0

0

บางบอน

10

1

10

ทุ่งครุ

9

1

11.11

เจ้าพระยา

บางคอแหลม

3

0

0

ยานนาวา

9

0

0

ตากสิน

จอมทอง

7

1

14.29

ภาษีเจริญ

2

1

50

รัตนโกสินทร์

ดุสิต

13

0

0

ลุมพินี

บางรัก

7

1

14.29

ปทุมวัน

8

1

12.5

พญาไท

11

3

27.27

วัฒนา

10

2

20

ศรีนครินทร์

 

 

 

 

วิภาวดี

 

 

ผลการตรวจรวม

มีนบุรี

11

0

0

หลักสี่

9

0

0

ประเวศ

9

0

0

ลาดกระบัง

5

1

20

จตุจักร

28

3

10.71

คันนายาว

7

2

28.57

บางซื่อ

8

1

12.5

30 เขต

346

53

15.32

 

            ตารางที่ 4 ผลการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสุกรและเนื้อโคที่จำหน่ายในตลาดสดพื้นที่กรุงเทพมหานคร 11 กลุ่มเขต จากผู้ประกอบการ 346 ราย  ตรวจพบตัวอย่างที่ให้ผลเป็นบวก 53 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 15.32 ของตัวอย่างเนื้อสุกรและเนื้อโคที่ทำการตรวจทั้งหมด  โดยจากการเปรียบเทียบอัตราผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเนื้อสุกรและเนื้อโคจำแนกตามเขตต่างๆที่เข้าทำการสำรวจ  พบการตรวจที่ให้ผลเป็นบวกในเนื้อสุกรและเนื้อโคมากที่สุดในตลาดของเขตบึงกุ่มและภาษีเจริญ (50%) รองลงมาได้แก่ ตลาดในเขตสวนหลวง (33.33%) เขตคันนายาว (28.57%) เขตบางเขน (27.94%) เขตพญาไท (27.27%) เขตบางแค (22.22%) เขตบางกอกน้อย (21.43%) เขตดอนเมือง (20%) เขตวัฒนา (20%) เขตลาดกระบัง (20%) เขตจอมทอง (14.29%) เขตบางรัก (14.29%) เขตคลองสาน (13.33%) เขตบางกะปิ (12.5%) เขตปทุมวัน (12.5%) เขตบางซื่อ (12.5%) เขตทุ่งครุ (11.11%) เขตจตุจักร (10.71%) เขตบางบอน (10%) เขตหนองแขม (5.88%) และเขตสายไหม (5.88%) ตามลำดับ  นอกจากนี้ ยังพบผลการตรวจเป็นลบในเขตลาดพร้าว เขตบางขุนเทียน เขตบางคอแหลม เขตยานนาวา เขตดุสิต เขตมีนบุรี เขตหลักสี่ และเขตประเวศด้วย

 

 

            ตารางที่ 5  แสดงผลการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสุกรที่จำหน่ายในตลาดสด

            ของแต่ละเขตและเปรียบเทียบอัตราผลการตรวจวิเคราะห์จำแนกตามเขตต่างๆที่เข้าทำการสำรวจ


 

กลุ่มเขตที่เข้าทำการเก็บตัวอย่างตรวจ

 

เขตที่เข้าทำการ

เก็บตัวอย่างตรวจ

ผลการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดง

จำนวนตัวอย่างเนื้อสุกรตรวจ

ผลการตรวจ

ที่เป็นบวก

 

ร้อยละ

 

กรุงธนบุรี

บางกอกน้อย

11

2

18.18

คลองสาน

12

1

8.33

บูรพา

บางกะปิ

12

1

8.33

สวนหลวง

5

2

40

บึงกุ่ม

2

1

50

มหาสวัสดิ์

บางแค

6

0

0

หนองแขม

15

1

6.67

พระนครเหนือ

สายไหม

13

1

7.69

ดอนเมือง

3

1

33.33

ลาดพร้าว

4

0

0

บางเขน

47

10

21.28

สนามชัย

บางขุนเทียน

3

0

0

บางบอน

7

1

14.29

ทุ่งครุ

6

0

0

เจ้าพระยา

บางคอแหลม

1

0

0

ยานนาวา

5

0

0

ตากสิน

จอมทอง

5

1

20

ภาษีเจริญ

2

1

50

รัตนโกสินทร์

ดุสิต

9

0

0

ลุมพินี

บางรัก

7

1

14.29

ปทุมวัน

7

1

14.29

พญาไท

8

3

37.5

วัฒนา

8

1

12.5

 

ศรีนครินทร์

 

 

 

 

วิภาวดี

 

 

ผลการตรวจรวม

 

มีนบุรี

5

0

0

หลักสี่

6

0

0

ศรีตาก่ำ

7

0

0

ลาดกระบัง

3

1

33.33

จตุจักร

17

2

11.76

คันนายาว

6

2

33.33

บางซื่อ

7

1

14.29

30 เขต

249

35

14.06

 

            ตารางที่ 5 ผลการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสุกรที่จำหน่ายในตลาดสด 30 เขต จากพื้นที่กรุงเทพมหานคร 11 กลุ่มเขต ผู้ประกอบการ 249 ราย  ตรวจพบตัวอย่างที่ให้ผลเป็นบวก 35 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 14.06 ของตัวอย่างเนื้อสุกรที่ทำการตรวจทั้งหมด  โดยจากเปรียบเทียบอัตราผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเนื้อสุกรจำแนกตามเขตต่างๆที่เข้าทำการสำรวจ  พบการตรวจที่ให้ผลเป็นบวกในเนื้อสุกรมากที่สุดในตลาดของเขตภาษีเจริญและเขตบึงกุ่ม (50%) รองลงมาได้แก่ ตลาดในเขตสวนหลวง (40%) เขตพญาไท (37.5%) เขตดอนเมือง (33.33%) เขตคันนายาว (33.33%) เขตลาดกระบัง (33.33%) เขตบางเขน (21.28%) เขตจอมทอง (20%) เขตบางกอกน้อย (18.18%) เขตบางบอน (14.29%) เขตบางรัก (14.29%) เขตปทุมวัน (14.29%) เขตบางซื่อ (14.29%) เขตวัฒนา (12.5%) เขตจตุจักร (11.76%) เขตคลองสาน (8.33%) เขตบางกะปิ (8.33%) เขตสายไหม (7.69%) และเขตหนองแขม (6.67%) ตามลำดับ  นอกจากนี้ ยังพบผลการตรวจเป็นลบในเขตบางแค เขตลาดพร้าว เขตบางขุนเทียน เขตทุ่งครุ เขตบางคอแหลม เขตยานนาวา เขตดุสิต เขตมีนบุรี เขตหลักสี่ และเขตประเวศด้วย

 

 

            ตารางที่ 6  แสดงผลการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อโคที่จำหน่ายในตลาดสด

            ของแต่ละเขตและเปรียบเทียบอัตราผลการตรวจวิเคราะห์จำแนกตามเขตต่างๆที่เข้าทำการสำรวจ


 

กลุ่มเขตที่เข้าทำการเก็บตัวอย่างตรวจ

 

เขตที่เข้าทำการ

เก็บตัวอย่างตรวจ

ผลการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดง

จำนวนตัวอย่างเนื้อโคตรวจ

ผลการตรวจ

ที่เป็นบวก

 

ร้อยละ

 

กรุงธนบุรี

บางกอกน้อย

3

1

33.33

คลองสาน

3

1

33.33

บูรพา

บางกะปิ

4

1

25

สวนหลวง

1

0

0

บึงกุ่ม

2

1

50

มหาสวัสดิ์

บางแค

3

2

66.67

หนองแขม

2

0

0

พระนครเหนือ

สายไหม

4

0

0

ดอนเมือง

2

0

0

บางเขน

21

9

42.86

ตากสิน

จอมทอง

2

0

0

รัตนโกสินทร์

ดุสิต

4

0

0

ศรีนครินทร์

มีนบุรี

6

0

0

หลักสี่

3

0

0

ประเวศ

2

0

0

ลาดกระบัง

2

0

0

วิภาวดี

จตุจักร

11

1

9.09

คันนายาว

1

0

0

บางซื่อ

1

0

0

สนามชัย

บางขุนเทียน

2

0

0

บางบอน

3

0

0

ทุ่งครุ

3

1

33.33

เจ้าพระยา

 

 

ลุมพินี

 

 

รวม 11 กลุ่มเขต

บางคอแหลม

1

0

0

ยานนาวา

5

0

0

ปทุมวัน

1

0

0

พญาไท

2

0

0

วัฒนา

3

1

33.33

27 เขต

97 ตัวอย่าง

18 ตัวอย่าง

18.56

 

            ตารางที่ 6 ผลการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อโคที่จำหน่ายในตลาดสด 27 เขต  ของพื้นที่กรุงเทพมหานคร 11 กลุ่มเขต จากผู้ประกอบการ 97 ราย  ตรวจพบตัวอย่างที่ให้ผลเป็นบวก 18 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 18.56 ของตัวอย่างเนื้อโคที่ทำการตรวจทั้งหมด  โดยจากการเปรียบเทียบอัตราผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเนื้อโคจำแนกตามเขตต่างๆที่เข้าทำการสำรวจ  พบการตรวจที่ให้ผลเป็นบวกในเนื้อโคมากที่สุดในตลาดของเขตบางแค (66.67%) รองลงมาได้แก่ ตลาดในเขตบึงกุ่ม (50%) เขตบางเขน (42.86%) เขตบางกอกน้อย (33.33%) เขตคลองสาน (33.33%) เขตทุ่งครุ (33.33%) เขตวัฒนา (33.33%) เขตบางกะปิ (25%) และเขตจตุจักร (9.09%) ตามลำดับ  นอกจากนี้ ยังพบผลการตรวจเป็นลบในเขตสวนหลวง เขตหนองแขม เขตสายไหม เขตดอนเมือง เขตจอมทอง เขตดุสิต เขตมีนบุรี เขตหลักสี่ เขตประเวศ เขตลาดกระบัง เขตคันนายาว เขตบางซื่อ เขตบางขุนเทียน เขตบางบอน เขตบางคอแหลม เขตยานนาวา เขตปทุมวัน และเขตพญาไทด้วย

 

 

            ตารางที่ 7  แสดงการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของปริมาณสารเร่งเนื้อแดงตกค้าง

            ในเนื้อสุกรและโคที่ทำการตรวจวิเคราะห์แยกตามกลุ่มเขต


กลุ่มเขต

จำนวนตัวอย่างที่ทำการตรวจ

ผลการตรวจวิเคราะห์

ค่าเฉลี่ยของปริมาณสารเร่งเนื้อแดงที่ทำการตรวจ

บวก

ลบ

กรุงธนบุรี

29

5

24

0.3056897

พระนครเหนือ

94

21

73

0.5127011

บูรพา

26

6

20

0.4884800

มหาสวัสดิ์

26

3

23

0.591154

สนามชัย

24

2

22

0.423330

เจ้าพระยา

12

0

12

0.62000

ตากสิน

9

2

7

0.285170

รัตนโกสินทร์

13

0

13

0.512308

ลุมพินี

36

7

29

0.711100

ศรีนครินทร์

34

1

33

0.310700

วิภาวดี

43

6

37

0.582000

11 กลุ่มเขต

346 ตัวอย่าง

53

293

รวม

 

            ตารางที่ 7 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของปริมาณสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสุกรและโคที่ทำการตรวจวิเคราะห์แยกตามกลุ่มเขตทั้ง 11 กลุ่มเขต  พบค่าเฉลี่ยของปริมาณสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสุกรและโคสูงที่สุดที่กลุ่มเขตลุมพินี (0.7111) รองลงมาได้แก่ กลุ่มเขตเจ้าพระยา (0.62 ) กลุ่มเขตมหาสวัสดิ์ (0.591145) กลุ่มเขตวิภาวดี (0.582) กลุ่มเขตพระนครเหนือ (0.5127011) กลุ่มเขตรัตนโกสินทร์ (0.512308) กลุ่มเขตบูรพา (0.48848) กลุ่มเขตสนามชัย (0.42333) กลุ่มเขตศรีนครินทร์ (0.3107) กลุ่มเขตกรุงธนบุรี (0.3056897) และกลุ่มเขตตากสิน (0.28517) ตามลำดับ

 

 

            จึงกล่าวได้ว่ากลุ่มเขตที่มีแนวโน้มเสี่ยงต่อการพบเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างวางจำหน่ายมากที่สุดคือ กลุ่มเขตลุมพินี  โดยมีค่าเฉลี่ยของปริมาณสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสุกรและโคอยู่ที่ 0.7111  และกลุ่มเขตที่มีแนวโน้มเสี่ยงต่อการพบเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างวางจำหน่ายน้อยที่สุดคือ กลุ่มเขตตากสิน โดยมีค่าเฉลี่ยของปริมาณสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสุกรและโคอยู่ที่ 0.28517

 

            ซึ่งวิธีการตรวจสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสัตว์ด้วยวิธี Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) เป็นเทคนิคการตรวจเบื้องต้น จึงไม่สามารถนำผลที่ได้ไปอ้างอิงในทางกฎหมาย  ดังนั้น หากต้องการผลการตรวจที่สามารถยืนยันผลและอ้างอิงทางกฎหมายได้ จำเป็นต้องทำการตรวจด้วยเทคนิคทางสเปคโทรสโกปี (LCMSMS, GCMS, HPLC) ต่อไป

 

            อย่างไรก็ตามวิธีการตรวจสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสัตว์ด้วยวิธี Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) เป็นวิธีการตรวจที่มีต้นทุนการตรวจต่อหน่วยถูกกว่าวิธีการตรวจด้วยเทคนิคทางสเปคโทรสโกปี (LCMSMS, GCMS, HPLC)  จึงมีประโยชน์ในการนำข้อมูลการตรวจวิเคราะห์ที่ได้มาประกอบการวางแผนเฝ้าระวังและควบคุมการจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในตลาดสดพื้นที่กรุงเทพมหานครร่วมกับมาตรการอื่นๆที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลด้านอาหารปลอดภัย (Food safety) ต่อไป

 

 

            จากการสำรวจสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสุกรโดยเฉพาะการสุ่มตรวจตัวอย่างเนื้อสัตว์ในตลาดสดพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ผ่านมาเมื่อปี พ.ศ.2544 - 2546  ซึ่งเป็นการสำรวจของ คุณกนกวรรณ พีระพงศ์ ให้ผลการสำรวจเหมือนกับ คุณฉวีวรรณ์ ภูชนะศรี  โดยผลการสำรวจในปี พ.ศ.2544 พบสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในตัวอย่างเนื้อสุกรที่สุ่มเก็บตัวอย่างในตลาดสดพื้นที่กรุงเทพมหานคร คิดเป็นร้อยละ 37.50  ปี พ.ศ.2545 คิดเป็นร้อยละ 90.74  ซึ่งจากการสำรวจในปีนี้ตรวจพบตัวอย่างเนื้อสุกรมีการปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงสูงมาก  แต่ในปี พ.ศ.2546 กลับตรวจพบตัวอย่างเนื้อสุกรมีการปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับผลการสำรวจในปี พ.ศ.2545  แต่ยังสูงกว่าผลการสำรวจเมื่อเทียบกับปี พ.ศ.2544  ซึ่งในปี พ.ศ.2546 ตรวจพบตัวอย่างเนื้อสุกรมีการปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง คิดเป็นร้อยละ 44.74  ทั้งนี้ อาจมีผลสืบเนื่องมาจากการริเริ่มดำเนินนโยบายด้านอาหารปลอดภัยอย่างจริงจังของรัฐบาลในขณะนั้น

 

            และจากผลการสำรวจสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสุกรโดยเฉพาะการสุ่มตรวจตัวอย่างเนื้อสัตว์ในตลาดสดพื้นที่กรุงเทพมหานครต่อเนื่องมาในปี พ.ศ.2547  โดย คุณฉวีวรรณ์ ภูชนะศรี ตรวจพบตัวอย่างเนื้อสุกรมีการปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงเพียงร้อยละ 1.33 เท่านั้น  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จของผลการดำเนินนโยบายอาหารปลอดภัยของรัฐบาลในขณะนั้น

 

            จากสรุปผลการสำรวจสารเร่งเนื้อแดงในเนื้อสุกรที่จำหน่ายในตลาดสดพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครข้างต้น ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ.2549 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ.2550  เพื่อการเฝ้าระวังสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสัตว์ด้วยเทคนิค Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) แบบ Direct antigen competitive ELISA  ของ นสพ.ธนัช บัวชุม (กลุ่มชันสูตรโรคสัตว์) และคณะ  พบแนวโน้มของการตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสุกรเริ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับผลการสำรวจเมื่อปี  พ.ศ. 2547 ของ คุณฉวีวรรณ์ ภูชนะศรี

 

            ซึ่งผลการสำรวจของ นสพ.ธนัช และคณะ ตรวจพบร้อยละ 14.06  และการสำรวจครั้งนี้ได้ทำการสุ่มตรวจสารเร่งเนื้อแดงในตัวอย่างเนื้อโค ซึ่งผลการสำรวจตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อโค  คิดเป็นร้อยละ 18.56  ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าเกิดการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อในกระบวนการผลิตสุกรเพื่อการจำหน่ายกำลังจะกลับมา และเป็นที่น่าตกใจที่ผลการสำรวจในครั้งนี้ยังได้ตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อโคสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานสูงถึงร้อยละ 18.56  โดยผลการสำรวจสารเร่งเนื้อแดงจากตัวอย่างเนื้อสุกรและเนื้อโคที่สุ่มเก็บตัวอย่างจากตลาดสดพื้นที่กรุงเทพมหานครในครั้งนี้ สามารถสะท้อนปัญหาของการกลับมาลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในกระบวนการผลิตสุกรเพื่อการจำหน่ายได้เป็นอย่างดี  เนื่องจากตลาดสดพื้นที่กรุงเทพมหานครเปรียบเสมือนปลายทางของตลาดค้าเนื้อสัตว์ที่มีการลำเลียงเนื้อสัตว์มาจากแหล่งต่างๆทั่วประเทศ  และจากผลการสำรวจข้างต้นพอบ่งบอกได้ว่าเกิดปัญหาการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงเพื่อปรับคุณภาพซากและเร่งการเจริญเติบโต นอกจากการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสุกรแล้ว ผลการสำรวจยังตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงอีกด้วย

 

 

การนำข้อมูลจากผลการตรวจวิเคราะห์ไปใช้ประโยชน์

 

            8.1 “สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร” โดย “สำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข” ตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสัตว์ให้ผลบวกถึง 15.32% และได้แจ้งผลการตรวจวิเคราะห์กับผู้ประกอบการ พร้อมอธิบายผลกระทบของสารเร่งเนื้อแดงต่อสุขภาพของผู้บริโภค และได้แนะนำผู้ประกอบการจำหน่ายเนื้อสัตว์ให้เลือกซื้อเนื้อสัตว์จากแหล่งผลิตที่มีการตรวจควบคุมคุณภาพเนื้อสัตว์ที่ดีและมีผลการตรวจยืนยันด้านคุณภาพเนื้อสัตว์และสารตกค้างในเนื้อสัตว์

 

            พร้อมนี้ “สำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข” ได้ใช้ข้อมูลของผลการตรวจวิเคราะห์ประกอบการวางแผนเฝ้าระวังสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสัตว์ที่จำหน่ายในตลาดสด เพื่อการรณรงค์ให้สุขศึกษาเกี่ยวกับการเลือกซื้อเนื้อสัตว์มาบริโภคให้ปลอดภัย ตลอดจนการพัฒนากระบวนการตรวจควบคุมคุณภาพเนื้อสัตว์และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการใส่ใจต่อสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค และการตรวจวิเคราะห์เนื้อสัตว์ทางห้องปฏิบัติการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลด้านอาหารปลอดภัย (Food safety) ต่อไป

 

            8.2 ทำการแจ้งเวียนสรุปผลการตรวจวิเคราะห์แก่สำนักงานเขตที่เกี่ยวข้องได้ทราบสถานการณ์ปัจจุบันของสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสุกรและโคที่จำหน่ายในตลาดสด ซึ่งน่าจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นตามหลักวิชาการที่สามารถใช้ประกอบการวางแผนเฝ้าระวังสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสัตว์ที่จำหน่ายในตลาดสดตามหลักวิชาการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลด้านอาหารปลอดภัย (Food safety) ต่อไป

 

            8.3 ทำการสรุปผลการตรวจวิเคราะห์ประกาศผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานฯ เพื่อแจ้งข่าวต่อผู้บริโภค พร้อมทั้งข้อแนะนำสำหรับการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ โดยสังเขปดังนี้

 

 

ข้อแนะนำสำหรับการเลือกซื้อเนื้อสัตว์

 

            ควรเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากแผงจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มีการรับรองผลการตรวจคุณภาพเนื้อสัตว์และสารตกค้างในเนื้อสัตว์และมีการดูแลแผงจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ  ถ้าไม่มีทางเลือกควรเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากแผงจำหน่ายที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ  ส่วนการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่น่าจะปลอดจากสารเร่งเนื้อแดง คือ ควรเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่มีสีสดใสตามธรรมชาติ มีความชุ่มช่ำคือเมื่อหันทิ้งไว้จะพบน้ำซึมออกมาบริเวณที่ผิว และไม่ควรเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่มีสีแดงคล้ำหรือมีสีแดงจัด เนื้อแน่นแข็งเมื่อหั่นทิ้งไว้จะมีลักษณะเนื้อค่อนข้างแห้ง  และในเนื้อสุกรปกติโดยทั่วไปจะมีมัน 1 ส่วนต่อเนื้อแดง 2 ส่วน  แต่สำหรับเนื้อสุกรที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงจะมีปริมาณเนื้อแดงสูงถึง 3 ส่วนและมีมันเพียงเล็กน้อย

 

 

ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการ

 

            1. การไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการบางรายที่ไม่เห็นความสำคัญจึงไม่เข้าร่วมโครงการ ประกอบกับความเข้าใจผิดว่าหากตรวจแล้วพบผลบวกจะมีความผิด ซึ่งต้องสร้างแรงจูงใจต่อไป

 

            2. การตรวจสารเร่งเนื้อแดงด้วยเทคนิค ELISA แม้ว่าจะเป็นวิธีที่ใช้สำหรับตรวจตัวอย่างเบื้องต้น เพียงเพื่อการเฝ้าระวังเชิงระบาดวิทยาเท่านั้น แต่ก็ยังมีต้นทุนการตรวจต่อหน่วยค่อนข้างสูง (ประมาณ 500 บาท/ตัวอย่าง)  อีกทั้งงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการมีปริมาณจำกัด จึงส่งผลต่อการวางแผนการสุ่มเก็บตัวอย่างที่อาจไม่ครอบคลุมพื้นที่ที่เข้าดำเนินการ

 

            3. การตรวจสารเร่งเนื้อแดงด้วยเทคนิค ELISA ไม่สามารถนำผลการตรวจที่ได้ไปอ้างอิงทางกฎหมาย จึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเจ้าหน้าที่ต้องการนำผลการตรวจนี้ไปประกอบการดำเนินคดีกับผู้จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มีผลการตรวจเป็นบวก

 

 

กลุ่มชันสูตรโรคสัตว์
สำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข

 

เอกสารอ้างอิง

1. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. 2546. ปัญหายาตกค้างในเนื้อสัตว์และแนวทางแก้ไข เล่ม 1

    http://elib.fda.moph.go.th/eliblegibin/opacexe.exe?opt=crd&op=dsp&bid=11603&gst=…

2. โรงพยาบาลจังหวัดอุดรธานี. 2546. จดหมายข่าวเภสัชสนเทศ ปีที่ 5 ฉบับที่ 8 เรื่อง สารเร่งเนื้อแดง

3. กนกวรรณ พีระพงษ์. 2546. เอกสารวิชาการ เรื่อง การศึกษาปัญหาสารเร่งเนื้อแดง(เบต้า-อะโกนิสต์)

    ตกค้างในเนื้อสุกรที่จำหน่ายในประเทศไทย. กองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

    กระทรวงสาธารณสุข. http://elib.fda.moph.go.th/libery/fulltext1/private/picture.asp?temp=14100

4. ฉวีวรรณ์ ภูชนะศรี. 2547. เอกสารวิชาการ เรื่อง แนวทางการตรวจสอบทำหลักฐานกรณีพบสารปนเปื้อน

    ในอาหารที่วางจำหน่ายในตลาดสด. กองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหาร กระทรวงสาธารณสุข

    http://elib.fda.moph.go.th/libery/fulltext2/private/picture.asp?temp=14202

5. ธงชัย เฉลิมชัยกิจ. 2544. ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เอกสารประกอบการเสวนา เรื่อง เบต้า-อะโกนิสต์ : สารเร่งเนื้อแดง.

    การเสวนา “เนื้อหมูปลอดสาร ผู้บริโภคปลอดภัย”. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

6. ประภัสสร อนันต์ และประสบพร ทองนุ่น. 2550. เอกสารวิชาการ เรื่อง การสำรวจสารกลุ่มเบต้า-อะโกนิสต์

    กับปริมาณความเข้มข้นที่ตรวจพบในปัสสาวะสุกรในภาคใต้ของประเทศไทยโดยวิธีอีไลซ่า.

    ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคใต้ ต.ที่วัง อ.ทุ่งสง  จ.นครราชศรีธรรมราช. Thai-NIAH eJournal 

    ISSN 1905-5048, http://www.dld.go.th/niah, V2 N2 (September-desember 2007)

7. สุพัตรา ศรีไชยรัตน์. 2545. ผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาเภสัชวิทยา บัณฑิตวิทยาลัย

    ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เอกสารประกอบการบรรยาย

    เรื่อง สารเบต้า-อะโกรนิสต์คืออะไร. นำเสนอในโครงการอบรมสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสัตว์ กทม.

8. สุบัณฑิต นิ่มรัตน์. 2550. อันตรายจากสารเร่งเนื้อแดง. สมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรแห่งประเทศไทย

    http://thaipigs.igetweb.com/idex.php?mo=3&art=24893

9. สุรศักดิ์ บุญพานิชยการกุล. 2546. เอกสารวิชาการ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการนำเข้าเภสัชเคมีภัณฑ์

    ที่นำเข้าไปใช้ในทางที่ผิด. กองงานด้านอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

    กระทรวงสาธารณสุข. http://elib.fda.moph.go.th/libery/fulltext2/private/picture.asp?temp=14100

X
Loading