โรคไข้หวัดนกเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำอันตรายต่อสัตว์ปีกมานานหลายปี มักพบในไก่ไข่ ไก่เนื้อ ไก่งวง ไก่ต๊อก เป็ด ห่าน นกกระทา นกทะเล นกตามชายฝั่ง และสัตว์ปีกอื่นๆ โดยเฉพาะนกเป็ดน้ำที่มีการอพยพระหว่างประเทศ ซึ่งนกเป็ดน้ำจะมีความต้านทานต่อโรคไข้หวัดนกสูงกว่าสัตว์ปีกชนิดอื่น
ความหมายของเชื้อไข้หวัดนก
โรคไข้หวัดนกเป็นโรคที่เกิดจากไวรัสตระกูล Orthomyxoviridae ซึ่งเป็น RNA ไวรัส มีเปลือกหุ้ม และส่วนที่ยื่นออกมาของ Glycoprotein ซึ่งเป็น Surface antigen เรียกว่า Hemagglutinin (H) จำนวน 15 ชนิด และ Neuraminidase (N) จำนวน 9 ชนิด
เชื้อชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่ม Influenza type A (ปกติจะมี 3 type) การกำหนดว่าเป็นชนิดอะไร (A B C) ขึ้นอยู่กับ M protein บนเปลือกหุ้มไวรัส และ Nucleoprotein
Influenza type A เกิดขึ้นในสัตว์เกือบทุกชนิด รวมทั้งมนุษย์
Influenza type B C ไม่เกิดขึ้นในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
การติดต่อของเชื้อ
ส่วนมากนกเป็ดน้ำจะเป็นพาหนะนำโรค โดยที่เชื้อจะอยู่ในส่วนของลำไส้ และแพร่กระจายออกมากับอุจจาระ น้ำมูก สิ่งคัดหลั่งอื่นๆ ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ดิน พืช สัตว์ปีกทุกชนิดสามารถได้รับเชื้อผ่านทางเดินหายใจ ทางปาก ทางเยื่อบุต่างๆ หรือทางบาดแผล โดยเชื้อมักปนเปื้อนมากับน้ำ อาหาร หรือกระจายฟุ้งไปในอากาศ
การติดเชื้อในสัตว์ปีกแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ
1. Highly Pathogenic Avian Influenza (HPAI) เป็นการติดเชื้อชนิดรุนแรง พบว่าเป็นเชื้อในกลุ่ม H5 และ H7 บางตัว บางตัว อาทิ H5N1, H7N7
2. Low Pathogenic Avian Influenza (LPAI) เป็นการติดเชื้อชนิดไม่รุนแรง มักพบว่าเป็นเชื้อในกลุ่ม H1 - H15
ระยะฟักตัว
ระยะฟักตัวในสัตว์ปีกตั้งแต่ 2-3 ชั่วโมง ถึง 3 วัน แต่สำหรับฝูงสัตว์ใหญ่อาจมากถึง 14 วัน
ลักษณะการแพร่กระจายของเชื้อ
1. การแพร่กระจายระหว่างสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง
เชื้อจะพบในอุจจาระของสัตว์ที่ติดเชื้อมาแล้วนาน 7-14 วัน หรือ มากกว่า 14 สัปดาห์ เชื้อชอบสิ่งแวดล้อมที่มีความชื้น และอุณหภูมิต่ำ จะสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในปุ๋ยคอก การแพร่กระจายระหว่างฟาร์ม เกิดจาก การเดินเข้าออกในฟาร์มโดยไม่ผ่านการล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ การทิ้งขยะ หนู สัตว์ฟันแทะอื่นๆ แมลงวัน นกป่า โดยเฉพาะนกเป็ดน้ำ นอกจากนี้ เชื้ออาจถูกพบบนเปลือกไข่ทั้งชั้นนอกและชั้นใน ซึ่งอาจแพร่เชื้อระหว่างการนำเข้าไปยังตู้ฟักได้ การพัดของลมไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อไปยังฟาร์มอื่นได้ ส่วนใหญ่การแพร่เชื้อระหว่างฟาร์มเกิดจากการเคลื่อนย้ายรถ คน เครื่องมืออุปกรณ์ระหว่างฟาร์ม
2. การแพร่กระจายระหว่างสัตว์ปีก
การแพร่โรคระหว่างสัตว์ปีกหรือในฝูงสัตว์ปีก มักพบผ่านทางเดินหายใจ โดยเชื้อจะฟุ้งกระจายในอากาศ ซึ่งมาจากน้ำคัดหลั่งของสัตว์ที่เป็นโรค นอกจากนี้ ยังมาจากการสัมผัสอุจจาระสัตว์ป่วย
3. การแพร่กระจายโรคจากสัตว์สู่คน
มนุษย์สามารถได้รับเชื้อผ่านทางเดินหายใจ ทางปาก บาดแผลผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ ซึ่งเชื้อมักจะปนเปื้อนมากับอุจจาระ น้ำคัดหลั่งของสัตว์ป่วย กลุ่มเสี่ยงได้แก่คนที่ทำงานในฟาร์ม คนเชือดไก่ คนเลี้ยงสัตว์ปีก คนเชือดไก่ คนที่เดินผ่านตลาดซื้อขายสัตว์ปีก คนที่สัมผัสเนื้อสัตว์ปีกที่ปนเปื้อน คนที่สัมผัสไข่ไก่ที่ปนเปื้อนเชื้อ สามารถได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
อาการของสัตว์ป่วย
- ตายอย่างปัจจุบันทันด่วน ไม่สามารถสังเกตอาการได้
- มีน้ำมูก ไอจาม หลอดลมอักเสบ ผอมแห้ง เบื่ออาหาร ท้องเสีย
- ไข้ลด ไข่นิ่ม มีรูปร่างผิดปกติ
- เหนียงบวม หงอนบวม หน้าบวม เปลือกตาบวม ข้อบวม หลอดลมบวมน้ำ
- มีจุดเลือดออกสีแดงคล้ำบริเวณ เหนียง หงอน และขา ของสัตว์ปีก
- การเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน ชักกระตุก
การวินิจฉัยโรค
ต้องเก็บตัวอย่างส่งเข้าไปตรวจในห้องปฏิบัติการชันสูตรโรค
วิธีการตรวจ ตัวอย่างที่เก็บ จำนวนวันที่ใช้ในการตรวจ
HA HI serum 1 วัน
AGID serum 1 วัน
ELISA serum 1 วัน
FA lung , trachea ,sinus exudate 14 วัน
PCR tissue ,nasal swab , cloacal swab 2 วัน
DNA CHIP tissue ,nasal swab , cloacal swab 1 วัน
การกำหนดชนิดของเชื้อ
โดยฉีดเชื้อ Inoculation ใน 9-11วันตัวอ่อนของไก่ในไข่
เพื่อทำ Haemagglutination
Immunodiffusion test
Subtype determination with mono specific antisera
Strain virulence evaluation : evaluation of the intravenous
pathogenicity index (IVPI)
in 4-8 week old chicken
ปัจจุบันมักใช้วิธี ELISA , F.A.test , PCR , DNA CHIP
คำแนะนำสำหรับฟาร์มสัตว์ปีก
การควบคุมและป้องกันโรค : เมื่อเกิดการระบาดของโรคในฟาร์ม ต้องทำลายไก่ทั้งฟาร์มและในรัศมี 5 กิโลเมตรเพื่อควบคุมโรคระบาด สำหรับพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคให้ประกาศเป็นเขตพื้นที่ควบคุมโรคระบาด ห้ามเคลื่อนย้ายไก่ในพื้นที่ที่มีการระบาดในรัศมี 50 กิโลเมตร และต้องมีมาตรการตรวจสอบอย่างเคร่งครัด ดังต่อไปนี้
1. Isolation : การแยกจากสภาวะภายนอก
- ป้องกันการนำสัตว์ปีกเข้าไปเลี้ยงใหม่ในฟาร์ม หรือกักกันโรคก่อน 2-3 สัปดาห์
และต้องมีการคัดกรองโรคก่อนนำสัตว์เข้าฟาร์ม
- ทำความสะอาด วัชพืช ต้นไม้ รอบๆฟาร์มด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อไวรัส
รวมทั้งโรงเรือนเก็บอาหารเพื่อทำลายแหล่งรังโรค
- กำจัดพาหนะนำโรคต่างๆ อาทิ แมลงวัน หนู สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีกอื่นๆ
โดยเพิ่มสิ่งกีดขวางป้องกันนกป่า นกกระจอก บินเข้าสู่ฟาร์ม กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์
แมลงวัน ด้วยการโรยยากำจัดหนอนแมลงและพ่นน้ำยาฆ่าแมลงรอบๆฟาร์ม
และโรยปูนขาวรอบๆบริเวณฟาร์ม รวมทั้งกำจัดสัตว์ฟันแทะทุกชนิดภายในฟาร์ม
- กำจัดแหล่งน้ำที่เป็นแหล่งอาศัยของนกเป็ดน้ำซึ่งเป็นพาหนะนำโรค
หรือดึงดูดพวกนกป่าหรือนกตามชายฝั่ง
- กำจัดแหล่งอาหารของพวกนกป่า ขอนไม้เกาะต่างๆในบริเวณรอบๆฟาร์ม
- ให้ความรู้คนงานในฟาร์ม ถึงอันตรายของโรคระบาดและงดติดต่อเดินทางระหว่างฟาร์ม
- จัดหาชุดสวมป้องกันโรคให้กับบุคลากรที่ทำงานในฟาร์ม อาทอ
เสื้อป้องกัน หน้ากาก ถุงมือ รองเท้าบู๊ท แว่นตากระจกป้องกัน
- ส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรทำฟาร์เลี้ยงไก่ระบบปิด หรือที่เรียกว่า อีแว็บ
2. Traffic Control
- ถ้าฟาร์มของท่านตรวจพบโรคระบาดห้ามติดต่อยุ่งเกี่ยวกับฟาร์มอื่น
และต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทราบเพื่อเข้าดำเนินการควบคุมโรค
- งดการให้บุคลากรจากที่อื่นเข้าเยี่ยมชมฟาร์ม
- การติดต่อระหว่างฟาร์มควรใช้ทางโทรศัพท์
- ห้ามบุคคลภายนอกที่สงสัยว่าสัมผัสเชื้อเข้าฟาร์ม
- งดเดินทางระหว่างฟาร์ม
- ไม่อนุญาตให้รถบรรทุก หรือรถทุกชนิด เข้าออกภายในฟาร์ม
ถ้าจำเป็นต้องทำความสะอาดล้อรถ ตัวรถด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
และทำความสะอาดร่างกายผู้ขับขี่ด้วย
- จัดให้มีเครื่องนุ่งห่มที่สะอาดฆ่าเชื้อโรคให้มีการผลัดเปลี่ยนก่อนเข้าฟาร์ม
และทำความสะอาดร่างกายด้วยสเปร์ย ฆ่าเชื้อก่อนเข้าฟาร์ม
- ทำลายสัตว์ปีกที่ตายแล้วให้ฝังลึกประมาณ 10 เมตร แล้วโรยกลบด้วยปูนขาว
- หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการระบาดของโรคโดยไม่จำเป็น
3. Sanitation : การจัดการสุขาภิบาลที่ดี
- ทำความสะอาดเครื่องมือ โรงเรือนด้วยน้ำยาฆ่าไวรัสหรือใช้ความร้อน แล้วทำให้แห้ง
นอกจากนี้ควรใช้สารกำจัด Organic material ในฟาร์มเพื่อทำลายแหล่งเก็บโรค
- ล้างทำความสะอาดอุปกรณ์และพาหนะทุกครั้งที่ใช้ ก่อนเข้าฟาร์มและและอุปกรณ์
ภายในฟาร์มทุกชิ้นต้องสเปรย์ฆ่าเชื้อทำความสะอาดทุกอาทิตย์
- จำเป็นต้องพักเล้าหลังจากมีการแพร่ระบาดและสเปรย์ฆ่าเชื้อเป็นเวลา 21 วัน
สำหรับน้ำยาฆ่าเชื้อที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัส ได้แก่
1. One-Stroke Environ
2. Any detergent
3. Formaldehyde
4. Bleach
5. Ammonia
6. Acid
7. ความร้อน 50 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง , 60 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที
8. Dying
9. Iodine containing solution
10. Phenol (TEK-TROL)
มาตราการป้องกันโรคในตลาดค้าสัตว์ปีก
1. ใช้ลังพลาสติกทดแทนลังไม้สำหรับใส่ไก่
2. ทำความสะอาดบริเวณพื้นและตาชั่งทุกครั้งหลังจำหน่ายสัตว์ปีก
3. ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์ ลังใส่ไก่ พาหนะ ก่อนนำกลับฟาร์มทุกครั้ง
4. ควรแยกสัตว์ปีกที่มาจากต่างฟาร์มไว้คนละบริเวณกัน
5. ห้ามนำสัตว์ปีกที่ขายไม่หมดกลับเข้าไปในฟาร์ม
6. ถ้ามีการแพร่ระบาดมากๆให้สั่งปิดตลาดซื้อขายสัตว์ปีกชั่วคราว
7. กรณีสงสัยสัตว์ปีกเป็นโรคระบาดให้ติดต่อสัตวแพทย์เพื่อควบคุมโรคระบาด
8. อนุญาตให้สัตว์ปีกมีชิวิตที่ผ่านการรับรองฟาร์มมาตรฐานเท่านั้นมาจำหน่ายได้
9. อนุญาตให้จำหน่ายสัตว์ปีกที่ชำแหละแล้วที่ผ่านการรับรองจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้มาตรฐานเท่านั้น
คำแนะนำสำหรับผู้บริโภคไก่และผลิตภัณฑ์จากไก่
1. เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจและโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร การบริโภคเนื้อสัตว์รวมทั้งเนื้อไก่และไข่ไก่ โดยทั่วไปจึงควรรับประทานเนื้อที่ปรุงให้สุกเท่านั้น เนื่องจากเชื้อโรคต่างๆที่อาจปนเปื้อนมา ไม่ว่าจะเป็นไวรัส แบคทีเรีย หรือพยาธิจะถูกทำลายไปด้วยความร้อน
2. เนื้อไก่และไข่ไก่ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดในขณะนี้ถือว่ามีความปลอดภัย สามารถบริโภคได้ตามปกติ แต่ต้องรับประทานเนื้อไก่และไข่ที่ปรุงสุกเท่านั้น งดการประทานอาหารที่ปรุงกึ่งสุกกึ่งดิบ
3. เลือกรับประทานไข่ที่ปรุงสุกอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่มีปัญหาโรคระบาดในไก่
คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบอาหาร
ผู้ประกอบอาหารทั้งที่เพื่อการจำหน่ายและแม่บ้านที่เตรียมอาหารในครัวเรือน เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคติดต่อจากอาหาร จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังต่อไปนี้
1. ควรเลือกซื้อเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากไก่จากแหล่งที่มีการรับรองมาตรฐาน หรือร้านค้าประจำ และเลือกซื้อไก่สดที่ไม่มีลักษณะบ่งชี้ว่าอาจตายด้วยโรคติดเชื้อ เช่น มีเนื้อมีสีคล้ำ มีจุดเลือดออก เป็นต้น สำหรับไข่ ควรเลือกฟองที่ดูสดใหม่และไม่มีมูลไก่ติดเปื้อนที่เปลือกไข่ ก่อนปรุงควรนำมาล้างให้สะอาด
2. ไม่ใช้มือที่เปื้อนมาจับต้องจมูก ตา ปาก และหมั่นล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังจับต้องเนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์
3. ควรแยกเขียงสำหรับหั่นเนื้อไก่ และมีเขียงสำหรับหั่นอาหารที่ปรุงสุกแล้ว หรือผัก ผลไม้ โดยเฉพาะ ไม่ใช้เขียงเดียวกัน
ผู้ชำแหละไก่
ผู้ชำแหละไก่อาจมีความเสี่ยงจากการติดโรคจากสัตว์ จึงควรระมัดระวังขณะปฏิบัติงาน ดังต่อไปนี้
1. ต้องไม่ซื้อไก่ที่มีอาการผิดปกติจากการติดเชื้อ เช่น ซึมหงอย ขนฟู หน้า หงอน หรือเหนียงบวมคล้ำ มีน้ำมูกหรืออุจจาระไหล เป็นต้น รวมทั้งไก่ที่ตายมาชำแหละขายด้วย
2. ไม่ขังสัตว์ปีกจำพวกไก่ เป็ด ห่าน ฯลฯ ที่รอชำแหละไว้ในกรงใกล้ๆกัน เพราะจะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เชื้อโรคกลายพันธุ์ จนอาจเกิดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ๆที่เป็นอันตรายทั้งต่อคนและสัตว์ได้
3. ควรทำความสะอาดกรงและอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำผงซักฟอก และนำไปผึ่งกลางแดดจัดๆ นอกจากนั้น อาจราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเดือนละ 1-2 ครั้ง
4. หากสัตว์ที่ชำแหละมีลักษณะผิดปกติ เช่น มีจุดเลือดออก มีน้ำหรือเลือดคั่ง หรือจุดเนื้อตายสีขาวที่เครื่องใน หรือเนื้อมีสีผิดปกติ ต้องไม่นำไปจำหน่ายและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มาตรวจสอบทันที่ เพราะอาจเป็นโรคระบาด
5. ต้องล้างบริเวณชำแหละสัตว์ให้สะอาดด้วยน้ำผงซักฟอก และควรราดน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกครั้งหลังเสร็จสิ้นการชำแหละไก่
6. ผู้ชำแหละไก่ควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้องโดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย เช่น พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา รองเท้าบู๊ท และต้องหมั่นล้างมือบ่อยๆ
7. รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ ส่วนเสื้อผ้าชุดเดิม พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา ควรนำไปซักหรือล้างให้สะอาด และผึ่งกลางแดดให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้อีกครั้ง
การใช้วัคซีนป้องกันโรค
ปัจจุบันวัคซีนของโรนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาสายพันธุ์ที่สามารถคุ้มโรคได้ ที่นิยมคือการใช้เชื้อLPAI มาทำวัคซีนป้องกันโรค ซึ่งมีการทดลองวัคซีนที่เป็น Heterologous vaccine พบว่าสามารถป้องกันโรค HPAI ได้ผลดีเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก แต่ประสิทธิภาพในการใช้ป้องกันโรคขณะเกิดโรคระบาดยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่
กลุ่มพัฒนาทางระบาดวิทยาโรคสัตว์สู่คน
สำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข