1. เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ RHABDOVIRUS
2. เกิดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด รวมทั้งมนุษย์ด้วย
3. พาหะของโรคที่สำคัญในประเทศไทย คือ สุนัข รองลงไปคือแมว
โดยเฉพาะสุนัขและแมวจรจัดที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน
4. มีเชื้อในน้ำลายของสัตว์ที่เป็นโรค และเข้าสู่ร่างกายคนได้ทางบาดแผลที่ถูกสุนัขเลียหรือกัด
อาการของโรคในสัตว์
ระยะที่ 1 : สุนัขจะมีอาการเซื่องซึมซึ่งสังเกตได้ยากเนื่องจากมีอาการใกล้เคียงกับการป่วยของโรคอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่สุนัขจะมีการเปลี่ยนแปลงนิสัยเป็นแบบก้า้วร้าวและดุร้าย ระยะนี้ประมาณ 2-3 วัน
ระยะที่ 2 : สุนัขจะมีความก้าวร้าวและดุร้ายอย่างชัดเจน จำใครไม่ได้ กัดทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ถ้าสุนัขอยู่ในกรงก็จะกัดกรงจนฟันหักเลือดไหลก็ไม่ยอมหยุด ม่านตาขยายกว้างจนจนมองเห็นว่าสุนัขมีตาสีเขียวเป็นประกายทั้วกลางวันกลางคืน (ปกติจะพบอาการนี้ได้ในสุนัขปกติในเวลากลางคืน เนื่องจากตาของสุนัขมีการพัฒนาเป็นพิเศษให้สามารถมองเห็นในที่มืดได้ดี) น้ำลายจะไหลยืด กินน้ำกินอาหารไม่ได้ คนจึงเรียกกันว่าโรคกลัวน้ำ เสียงร้องโหยหวน ไม่สามารถเห่าหรือทำเสียงตามปกติได้เนื่องจากการอัมพาตของกล้ามเนื้อหลายๆส่วน โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณคอ ระยะนี้ใช้เวลา 1-7 วันเป็นระยะการแพร่โรคที่สำคัญ เพราะผู้เลี้ยงมีโอกาศสัมผัสโรคได้ง่าย
ระยะที่ 3 : สุนัขจะตายลงเนื่องจากกล้ามเนื้อในการควบคุมการหายใจเป็นอัมพาต ระยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 2-4 วัน
ระดับความเสี่ยงและลักษณะการสัมผัสโรค
กลุ่มที่ 1 : การสัมผัสที่ไม่ติดโรค
- การถูกต้องตัวสัตว์ ป้อนน้ำป้อนอาหาร โดยผิวหนังของคนไม่มีแผลหรือรอยถลอก
- ถูกเลีย สัมผัสน้ำลายหรือเลือดสัตว์ โดยผิวหนังของคนไม่มีแผลหรือรอยถลอก
กลุ่มที่ 2 : การสัมผัสที่มีโอกาสติดโรค
- ถูกกัดเป็นรอยช้ำที่ผิวหนังโดยไม่มีเลือดออก
- ถูกข่วนที่ผิวหนังโดยไม่มีเลือดออก หรือเลือดออกเพียงซิบๆ
- ถูกเลียโดยที่น้ำลายถูกผิวหนังที่มีแผลหรือรอยถลอกหรือรอยขีดข่วน
- สัมผัสสารคัดหลั่งจากร่างกายสัตว์ ทางบาดแผลที่ผิวหนัง
กลุ่มที่ 3 : การสัมผัสที่มีโอกาศติดโรคสูง
- ถูกกัดโดยฟันสัตว์แทงทะลุผ่านผิวหนังและมีเลือดออก
- ถูกข่วนจนผิวหนังขาดและมีเลือดออก
- ถูกเลียหรือน้ำลายถูกเยื่อเมือกของปาก ตา หรือจมูก
- มีบาดแผลที่ผิวหนังในขณะที่สัมผัสเนื้อสมองของสัตว์ หรือชำแหละซากสัตว์
ลักษณะของสัตว์ที่สัมผัสและข้อแนะนำการปฎิบัติ
สุนัข แมว และสัตว์อื่นๆที่ยังไม่แสดงอาการขณะที่กัดก็อาจเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ โดยเชื้อสามารถออกมากับน้ำลายก่อนแสดงอาการได้ถึง 10 วัน (โดยเฉลี่ยระหว่าง 1-10 วัน)
- สัตว์เหล่านี้อาจเป็นโรคพิษสุนัขบ้า
- ควรกักขังสัตว์ไว้ดูอาการอย่างน้อย 10 วัน
สัตว์ที่มีอาการปกติหรือมีอาการเปลี่ยนไป เช่น ไม่เคยกัดใครแต่เปลี่ยนนิสัยเป็นดุร้ยกัดเจ้าของ กัดคนหลายๆคน หรือสัตว์หลายๆตัวในเวลาใกล้เคียงกัน หรือมีอาการเซื่องซึมจากเดิม
- สัตว์เหล่านี้น่าสงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า
- ให้การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแก้ผู้สัมผัสทันที เพราะถือว่ามีโอกาสติดโรคพิษสุนัขบ้าสูงมาก
สัตว์จรจัด สัตว์ป่า สุนัขหรือแมวที่กัดแล้วหนีหายไป หรือผู้ถูกกัดจำสัตว์ตัวที่กัดไม่ได้
- สัตว์เหล่านี้ต้องถือเสมือนว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า
- ให้การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแก้ผู้สัมผัสทันที เพราะถือว่ามีโอกาสติดโรคพิษสุนัขบ้าสูงมาก
สาเหตุที่ถูกสัตว์กัด และข้อแนะนำการปฎิบัติ
หากถูกกัดโดยมีเหตุโน้มนำ เช่นการทำร้ายหรือแกล้งสัตว์ พยายามแยกสัตว์ที่กำลังต่อสู้กันหรือเข้าใกล้สัตว์แม่ลูกอ่อน แม้ว่าสัตว์ส่วนใหญ่ไม่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าเป็นสุนัขหรือแมวควรกักขังเพื่อดูอาการอย่างน้อย 10 วัน(ใช้ได้ในกรณีของสุนัขและแมวเท่านั้น)
หากถูกกัดโดยไม่มีเหตุโน้มนำ เช่น อยู่ดีๆสุนัขก็วิ่งเข้ามากัดโดยไม่มีสาเหตุ กัดเจ้าของ คนเลี้ยง คนให้อาหาร โดยสุนัขเป็นสุนัขที่มีนิสัยดีมาก่อน ให้สงสัยว่าสัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า และให้การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแก่ผู้สัมผัสทันที
การปฐมพยาบาลบาดแผลเบื้องต้น
1. ล้างแผลด้วยน้ำสบู่หลายๆครั้งแล้วล้างสบู่ออกให้หมด ถ้าแผลลึกให้ล้างถึงก้นแผล
ระวังอย่าให้แผลช้ำ (ถ้าหาสบู่ไม่ได้ ให้ล้างด้วยน้ำเปล่าก่อน)
2. เช็ดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ควรใช้ยาโพวิโดนไอโอดีน(povidone iodine)
ถ้าไม่มี อาจใช้แอลกอฮอล์ 70% หรือทิงเจอร์ไอโอดีน
3. รีบพาผู้ที่ถูกกัดไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
กลุ่มควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า
สำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข